คำอธิบายศัพท์

คำศัพท์ คำอธิบายศัพท์
ไข่มุกอะบาโลน (Abalone pearls)
 
 
ที่เกิดจากหอยที่มีรูปร่างคล้ายใบหูซึ่งเปลือกหอยด้านในหลายสี พบได้ที่อเมริกา นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น ไข่มุกเหล่านี้มักมีรูปร่างคล้ายใบหูหรือฟันแบนๆ บางครั้งพบรูปร่างกลมรี
ดูดกลืน (Absorb)
 
 
 
การที่วัตถุได้รับพลังงานจากพลังงานที่แผ่ออกมาเป็นคลื่น (เช่น แสง)
แถบการดูดกลืนแสง (Absorption spectrum)
 
 
 
รูปแบบเส้นตรง แถบหรือช่องว่าง (การดูดกลืนคลื่นแสงที่มีระยะกว้างขนานกัน) เมื่อแสงส่องผ่านหรือสะท้อนกลับจากพลอยทำให้เกิดการกระจายแสงเป็นเงาสีของวัตถุ
ความวาวแบบเพชร (Adamantine)
 
In พื้นผิวมีการสะท้อนแสงที่สูง
แอดดูลาเรสเซนส์(Adularescence)
 
In ลักษณะพิเศษของพลอยมูนสโตน โดยทั่วไปพลอยนี้มีเหลือบสีขาว แกมฟ้า หรือสีขาวขุ่น (schiller)
อัลโลโครแมติค (Allochromatic)
 
ธาตุทรานซิชันเป็นมลทินเข้าไปปะปนอยู่ในพลอยทำให้เกิดสี (Allo หมายถึง หลาย Chroma หมายถึง สี)
แหล่งตกตะกอน (Alluvium)
 
 
แหล่งที่สะสมตัวของเศษหินและดินที่ถูกพัดพามาโดยกระแสน้ำโดยแม่น้ำหรือลำธารสู่ พื้นที่น้ำท่วมถึงหรือหนองบึง
อะมอร์ฟัซ (Amorphous)
 
 
อัญมณีที่มีการจัดเรียงอะตอมไม่เป็นระเบียบ และมีรูปร่างทางผลึกที่ไม่แน่นอน
แอนไอโซทรอปิก (Anisotropic)
 
เนื่องจากความแตกต่างของพันธะและโครงสร้างของอะตอม พลอยต่างชนิดจึงมีผลต่อแสงแตกต่างกันไป ตามหลักการนี้คำว่า “แอนไอโซทรอปิก” หมายถึงในทิศทางที่แตกต่างกันจะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน
กฎของอาร์คีมีดีส (Archimedes principle)
 
กล่าวว่า เมื่อจุ่มสสารใดลงในน้ำ น้ำหนักที่หายไปของสสารเท่ากับน้ำหนักของน้ำที่ถูกแทนที่โดยสสารนั้น
พลอยเทียม (Artificial stones)
 
 
พลอยที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นโดยไม่มีพลอยธรรมชาติที่เป็นต้นแบบ เช่น เพชรเลียนแบบ สตรอนเทียมไททาเนต Y.A.G. เป็นต้น
การปรับปรุงคุณภาพ (Artificial treatment)
 
 
การเพิ่มคุณค่าให้วัตถุด้วยการเผา ย้อมสี เคลือบสี ฉายรังสีหรือการใช้รังสีเลเซอร์
พลอยปะ (Assembled gemstones)
 
การนำชิ้นส่วนของพลอยธรรมชาติ พลอยสังเคราะห์ หรือพลอยเทียมมาปะรวมกันให้ได้พลอยปะที่มีลักษณะเป็นพลอยเดี่ยว .
สาแหรกหรือสตาร์ (Asterism or Star)
 
 
เกิดจากแสงสะท้อนจากตำหนิเส้นเข็ม เส้นใยหรือช่องว่างแนวยาวที่ขนานตัวกันภายในพลอยมากกว่า 1 ทิศทาง โดยทั่วไปพบ 4 หรือ 6 แฉก ในพลอยเจียระไนแบบหลังเบี้ย
อะเวนจูเรสเซนต์ (Aventurescence)
 
การสะท้อนแสงของแร่ขนาดเล็ก จะเห็นเป็นเกล็ดระยิบระยับในพลอย เช่นแก้วอะเวนจูรีน อะเวนจูรีน ควอทซ์ อะเวนจูรีน เฟลด์สปาร์ (พลอยซันสโตน) เป็นต้น.
แกนสมมาตร (Axis of symmetry)
 
 
แกนสมมุติซึ่งผลึกสามารถหมุนได้โดยรอบ โดยในขณะที่หมุนครบ 360 องศาจะทำให้เกิดลักษณะที่เหมือนกันมากกว่า 1 ครั้ง ในการหมุนผลึก 1 รอบนั้นอาจเห็นภาพหรือลักษณะเดียวกัน 2 ครั้ง (Digonal Axis หรือ 2 - Fold Axis), หรือ 3 ครั้ง (TrigonalAxis หรือ 3 -Fold Axis), หรือ 4 ครั้ง (Tetragonal Axis หรือ 4 – Fold Axis), หรือ 6 ครั้ง (Hexagonal Axis หรือ 6 – Fold Axis)
ไข่มุกบาร็อค (Baroque pearls)
 
ชื่อของไข่มุกธรรมชาติและไข่มุกเลี้ยง blister pearl หรือ cyst pearl ที่มีรูปร่างผิดปกติ.
หินบาซอลต์ (Basalt)
 
 
 
หินอัคนีพุประกอบด้วยแร่เฟลด์สปาร์สีเข้มและแร่ไพรอกซีน (อาจจะไม่มีแร่โอลิวีนก็ได้) หินชนิดนี้มีอยู่หลายชนิด ความแตกต่างขึ้นอยู่กับความหยาบละเอียด รูปลักษณะและส่วนประกอบของแร่
พลอยไบเอ็กเซิล (Biaxial stones) สำหรับแร่ที่ตกผลึกในระบบออโธรอมบิก โมโนคลินิก และไทรคลินิก ช่องว่างระหว่างอะตอมไม่เท่ากันตลอดแกนผลึกทั้งสาม ทำให้แสงเดินทางด้วยความเร็วที่แตกต่างกันทั้ง 3 ทิศทาง ผลึกเหล่านี้แตกต่างจากผลึกยูนิเอ็กเซิล เพราะว่ามีทิศทางการหักเหเดี่ยวถึง 2 ทิศทาง (O.A.2 ทิศทาง)
ไบเรฟฟรินเจนส์ (Birefringence)
 
ผลต่างระหว่างค่าดัชนีหักเหสูงสุดและต่ำสุดของพลอยหักเหคู่ (สำหรับพลอยหักเหคู่เมื่อทำการอ่านค่าดัชนีหักเหได้ครบแล้ว ให้นำเอาค่าสูงสุดและต่ำสุดจากค่าทั้งหมดที่ได้มาลบกันเพื่อหาค่าผลต่าง)
ไข่มุกบีวา (Biwa pearls)
 
 
เป็นไข่มุกเลี้ยงน้ำจืดในญี่ปุ่นที่ไม่มีนิวเคลียส ซึ่งเกิดโดยการใส่ชิ้นเนื้อเยื่อแมนเทิลเข้าไปในตัวหอย (มักมีรูปร่างเป็นรูปไข่หรือบิดเบี้ยว)มีการเลี้ยงในบริเวณทะเลสาบบีวา
รอยตำหนิภายนอก (Blemish)
 
 
มลทินหรือตำหนิภายนอกที่อยู่บนพื้นผิวเพชรพลอย ซึ่งเกิดจากการเจียระไนหรือการสวมใส่ ตัวอย่างตำหนิที่พบมากที่สุดได้แก่ รอยขีดข่วน จุดขาวๆ เล็กๆ รอยขูด
บริสเตอร์ เพิลส์ (Blister pearls)
 
De Beers created the Central Selling Organization (CSO) to ไข่มุกที่เกิดติดกับเปลือกหอย โดยเกิดจากสิ่งแปลกปลอม (Irritant) เข้าไปติดอยู่ระหว่าง mantle และ shell ส่วนเปลือกหอย (shell) มีไว้เพื่อป้องกันตัวสัตว์และชั้นในที่เป็นเนเคอร์ ทำให้เกิด smooth cover เพื่อให้ส่วน mantle ที่อ่อนนุ่มทนได้ ถ้ามีอะไรหลงเข้าไป ก็จะเกิดการระคายเคืองและเอา necre มาล้อม และติดไว้กับตัวเปลือกหอย
ประกาย (Brilliance)
 
ปริมาณของแสงที่สะท้อนกลับจากภายในพลอยเข้าสู่ตา ประกายเป็นปัจจัยที่แสดงให้เห็นถึงความสว่างของพลอย
ความเปราะ (Brittleness)
 
 
 
ความอ่อนแอในพลอยที่ง่ายต่อการแตกออกหรือเกิดความเสียหาย ตัวอย่าง เช่น เพทาย ที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยวิธีการเผา เป็นต้น
ตาแมว (Chatoyancy or Cat’s eye) การสะท้อนแสงกลับของแสงจากการรวมของตำหนิภายในแบบเส้นใย เส้นเข็ม หรือโพรงขนานกัน แถบแสงที่เกิดแถบแสงเดียวจะปรากฏที่ทิศทางที่ถูกต้องและเห็นได้ง่ายภายใต้แหล่งแสงเดียว พบในพลอยเจียระไนแบบหลังเบี้ย
ศูนย์กลางสมมาตร (Center of symmetry)
 
จุดกึ่งกลางของเส้นที่ลากต่อระหว่างหน้าผลึกซึ่งอยู่ตรงกันข้ามที่เหมือนและขนานกันทุกๆ ด้าน จุดศูนย์กลางสมมาตรในผลึกหนึ่งๆ จะมีได้อย่างมากเพียง 1 จุดเท่านั้น ผลึกบางผลึกอาจไม่มีจุดศูนย์กลางสมมาตรเลยก็ได้
เชลซีฟิลเตอร์ (Chelsea color filter)
 
 
 
เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ธาตุโครเมียมหรือโคบอลท์ในพลอยประกอบด้วยแผ่นเจลาตินสองแผ่นที่มีค่าความยาวคลื่นในช่วงสีแดงเข้ม (ใกล้ 690 นาโมมิเตอร์) และสีเหลือง-เขียว (ใกล้ 570 นาโมมิเตอร์)เท่านั้น ใช้สำหรับการตรวจสอบพลอยย้อมสีและการแยกพลอยบางชนิดออกจากพลอยเลียนแบบ
โครโมฟอร์ (Chromophore)
 
ตัวทำสี คือส่วนของโมเลกุลที่ทำให้แร่รัตนชาติมีสี อาจมีปะปนอยู่ในเนื้อรัตนชาติโดยเป็นองค์ประกอบทางเคมี เช่นธาตุเหล็กที่มีในแอลมันไดน์ การ์เนต (เกลือซิลิเกตของเหล็กกับอะลูมิเนียม) หรือเป็นมลทินที่เจือปนอยู่ เช่น โครเมียมในทับทิม (ในรูปของอะลูมิเนียมออกไซด์)
ความสะอาด (Clarity)
 
ปริมาณของตำหนิภายในที่มีอยู่ในพลอย รวมถึงตำหนิบริเวณพื้นผิวพลอยด้วยเมื่อทำการพิจารณาเรื่องระดับความสะอาดทั้งหมด.
แถบสี (Color bands) แถบสีที่เป็นเส้นขนานกันบนพื้นผิวพลอยหรืออยู่ภายในพลอย แสดงให้เห็นถึงร่องรอยการเจริญเติบโตเนื่องมาจากส่วนประกอบทางเคมี ของเหลว อุณหภูมิ ความดันและปัจจัยอื่นๆ มีความสมบูรณ์
สีของพลอย (Color in gems)
 
การเข้าใจเรื่ององค์ประกอบของการมองเห็นในแสงขาวที่สามารถแยก ออกได้ (สีแดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน ม่วง) เหมือนกับสีม่วง (purple) ที่ไม่ถูกพบในสเปคตรัมของแสงอาทิตย์ สีสามารถอธิบายได้โดยฮิว ความอิ่มตัวและโทนสี สีในพลอยเกิดจากการเลือกดูดกลืนคลื่นแสง โดยพลอยนั้นทำการดูดคลื่นแสงบางช่วงและยอมให้คลื่นแสงบางส่วนผ่านไป สีที่เห็นคือผลที่เกิดจากการสะท้อนและส่องผ่านของคลื่นแสง
แถบสี (Color zoning) แถบสีหรือบริเวณหย่อมสีที่เกิดพร้อมๆ กับการเติบโตของผลึก Host Crystals โดยถูกการแทรกซึมของธาตุต่างๆ ทำให้ผลึกเกิดเป็นสีต่างๆ สีในผลึกอาจอ่อนหรือเข้มขึ้นอยู่กับจำนวนมากน้อยของการแทรกซึมของธาตุสี แถบสีในผลึกจะเป็นเส้นตรงไม่เป็นเส้นโค้ง
ธาตุสี (Coloring elements) ธาตุทรานซิชันเป็นธาตุกลุ่มพิเศษที่ทำให้เกิดการเลือกดูดกลืน และการเลือกผ่านของแสงขาว จึงเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสีในพลอย ได้แก่ ไททาเนียม วานาเดียม โครเมียม แมงกานีส ไอออน โคบอลท์ นิเกิล คอปเปอร์ที่อยู่ในพลอยอีดิโอโครแมติคและพลอยอัลโลโครแมติค
คอมแพคท์ (Compact) กลุ่มของผลึกเดี่ยวที่รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น เป็นผลทำให้ไม่แตกเป็นผลึกเดี่ยวได้โดยง่ายเมื่อถูกกระทบ เช่น หยกเจดไดท์ที่มีเส้นใยละเอียด เป็นต้น
ไข่มุกหอยสังข์ (Conch pearls)
 
ไข่มุกสีชมพู ที่เกิดจากหอยสังข์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหอยฝาเดียว พบได้บริเวณชายฝั่งฟลอริดา อ่าวแคลิฟอร์เนียและเม็กซิโก โดยทั่วไป ไข่มุกประเภทนี้มีสีชมพู (ชมพูส้มหรือขาว) และไม่มีเนเคอร์.
Crystal รอยแตกแบบโค้งเว้า (Conchoidal)
 
รอยแตกแบบโค้งเว้าจะคล้ายกับพื้นผิวของเปลือกหอยหรือรอยแตกของแก้วเหมือนกับวงแหวน รอยแตกแบบนี้พบในพลอยโปร่งใสทั่วๆ ไป
กระบวนการแปรแบบสัมผัส (Contact metamorphic) การตกผลึกใหม่ของแร่ที่เคยมีอยู่ก่อนแล้วในหินที่อยู่ใกล้กับมวลแมกมา
ผลึกแฝดแบบสัมผัส Privately owned   company   formed in 1888   in   South Africa, ผลึกแฝดที่ถูกแบ่งโดยระนาบแฝด (Twin Plane) ที่แน่นอนโดยแต่ละผลึก จะมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือหากผลึกใดผลึกหนึ่งถูกหมุนไปรอบแกนผลึกแฝด (Twin Axis) ครบ 180 องศา จะทำให้ผลึก 2 ผลึกกลายเป็นผลึกเดี่ยว
 
มุมวิกฤติ (Critical angle)
 
 
 
เป็นมุมตกกระทบที่ทำให้เกิดมุมหักเหโตเท่ากับ 90 องศา เมื่อแสงเดินทางจากตัวกลางที่มีความหนาแน่นทางแสงมากกว่าไปสู่ตัวกลางที่มีความหนาแน่นทางแสงน้อยกว่า แสงจะมีการหักเหออกจากเส้นปกติ
คริปโตคริสตัลลีน (Cryptocrystalline)
 
แร่ซึ่งไม่แสดงรูปทรงเรขาคณิต แต่มีโครงสร้างภายในของอะตอมที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ ประกอบด้วยกลุ่มของผลึกเล็กละเอียดมากจนไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยกล้องไมโครสโคปแบบธรรมดา เช่น คาลซิโดนี (Chalcedony) เทอร์ควอยซ์ (Turquoise) เป็นต้น
ผลึก (Crystal)
 
 
ของแข็งที่อะตอมภายในมีการเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบและมีรูปร่างภายนอกประกอบไปด้วยผิวหน้าที่เป็นระนาบเรียบ มีรูปทรงเรขาคณิต
คริสตัลฟอร์ม (Crystal form)
 
 
 
ประกอบด้วยกลุ่มของหน้าผลึกซึ่งมีความสัมพันธ์กับแกนผลึก (Crystallographic Axis) ตัวอย่างเช่น ปิรามิด ปริซึม พีนาคอยด์ โดม เป็นต้น
คริสตัล แฮบบิท (Crystal habit)
 
 
รูปร่างทั่วไปของผลึก (รูปทรงและลักษณะของผิวหน้าผลึก)
ตำหนิผลึก (Crystal inclusions)
 
มีลักษณะแบบ 3 มิติ และเป็นเหลี่ยมเป็นมุม บางครั้งขอบผลึกอาจไม่เรียบเพราะมีการกัดกร่อน (ตำหนิผลึกมักจะเห็นได้ชัดเมื่อใช้แสงแบบฉากมืด).
ความสมมาตรของผลึก (Crystal symmetry)
 
 
 
โครงสร้างของอะตอมซึ่งมีรูปแบบที่ได้สมดุล กล่าวคือมีหน้าผลึกที่เหมือนๆ กัน เช่นขอบมุม ซึ่งบอกได้ถึงการเรียงตัวภายในของผลึกที่เป็นระเบียบ.
สารตกผลึก (Crystalline)
 
 
เป็นแร่ที่มีอิออน อะตอมหรือโมเลกุลเรียงรายกันเป็นระเบียบ
แกนผลึก (Crystallographic axes)
 
เส้นสมมติที่ตัดผ่านผลึกในทิศทางที่แน่นอนและสัมพันธ์กับสมมาตร ของผลึก แกนผลึกเหล่านี้จะตัดกันที่จุดศูนย์กลางของผลึกซึ่งเรียกว่า “จุดกำเนิด” (Origin)
ไข่มุกเลี้ยง (Cultured pearls) Cyst pearl
เกิดคล้ายกับมุกธรรมชาติ แต่การสร้างไข่มุกโดยการใช้สิ่งแปลกปลอม เช่น ลูกปัด ได้มาจากเปลือกหอยน้ำจืด พลาสติกหรือเนื้อเยื่อแมนเทิล (mantle)ที่มาจากหอยตัวอื่นนำไปฝังภายในตัวหอย แล้วหอยก็จะขับเนเคอร์ (Necre) ออกมาเคลือบเม็ดลูกปัดให้เกิดความแวววาวในตัวไข่มุก ไข่มุกเกิดจากการที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปทำให้หอยเกิดการระคายเคือง แมนเทิลจะแบ่งเซลขยายตัวกลายเป็นถุงไข่มุก (Pearl sac) ห่อหุ้มสิ่งแปลกปลอมนั้น แล้วขับคอนไคโอลินและแคลเซียมคาร์บอเนตออกมา ทำให้เกิดไข่มุกที่เรียกว่า “Cyst pearl”
 
ตำหนิรูปกิ่งไม้ (Dendritic inclusion)
 
มีลักษณะคล้ายกิ่งไม้หรือต้นมอส เกิดจากการมีสารอื่นเข้าไปอยู่ตารอยแตก โดยมากเป็นเหล็กออกไซด์.
กึ่งตกผลึก (Divitrify)
 
ไม่เงาแบบแก้วและโปร่งแสง (ในกรณีที่เป็นแก้วเมตาเจดท์ ได้จาก ช่วงแรกของการตกผลึก
ไดโครสโคป (Dichroscope) เป็นเครื่องมือสำหรับตรวจเพลียวโครอิซึมของพลอย มีลักษณะเป็นหลอดโลหะปลายด้านหนึ่งใช้ดูใกล้กับตา ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งอยู่ใกล้กับพลอย เมื่อมองผ่านเข้าไปจะเห็นช่องหน้าต่างแบ่งเป็น 2 ช่อง
การหักเหกระจายของแสง (Diffraction) การกระเจิงของแสงเกิดขึ้นเมื่อแสงพยายามที่จะเดินทางผ่านระหว่างรูเล็กๆ ระหว่างรูปทรงกลม เช่นการเล่นของสีในโอปอล เป็นต้น
การกระจายแสง (Dispersion or Fire) การแตกออกของแสงขาวเป็นสีต่างๆ (สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงินและสีม่วง) โดยการหักเหของแสงเหมือนอย่างที่แสงผ่านพื้นผิวที่แตกต่างกัน เมื่อแสงผ่านวัตถุซึ่งมีความสามารถในการกระจายแสง ความยาวคลื่นเฉพาะตัวของแต่ละสีจะถูกทำให้หักเหออก โดยจำนวนที่แตกต่างกันเหมือนอย่างตอนเข้าสู่วัตถุนั้น และออกจากวัตถุในมุมที่มากกว่า 90 องศากับพื้นผิว
พลอยหักเหคู่ (Double refractive)
 
Anisotropic แสดงถึงลักษณะทางแสง ตัวอย่างเช่น พลอยที่อยู่ในระบบเททราโกนอล เฮกแซกโกนอล ออโธรอมบิค โมโนคลินิคและไทรคลินิก เป็นต้น
สเปคตรัมแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic spectrum)
 
การแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าแบบเรียงตัวกันเป็นระเบียบ โดยเรียงตามความยาวคลื่น หรือความถี่
ความสมมาตรของผลึก (Elements of symmetry)
 
 
ความสมมาตรของผลึกเป็นพื้นฐานของการจัดแบ่งผลึกออกเป็น 7 ระบบ และใช้อธิบายรูปร่างต่างๆ ของผลึก แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ระนาบสมมาตร (Plane of Symmetry) แกนสมมาตร (Axis of Symmetry) และศูนย์กลางสมมาตร (Center of Symmetry)
แหล่งตะกอน (Elluvium) แหล่งที่สะสมตัวของเศษหินและดินที่ถูกพัดพามาโดยกระแสน้ำ แม่น้ำหรือลำธารสู่พื้นที่น้ำท่วมถึงหรือหนองบึง
แผ่รังสี (Emit)
การปล่อยรังสี (เช่น แสง)
เอ็นนันทิโอมอร์ฟิซึม (Enantiomorphism)
 
โครงสร้างโมเลกุลของควอทซ์ซึ่งทำให้ผลึกควอทซ์เติบโตแบบเกลียวที่บิดไปทางซ้ายและทางขวา (ข้อสังเกต: ตำแหน่งของหน้าผลึกเล็กๆที่เสริมบนก้อนผลึกจะช่วยทำให้ทราบว่าเป็นผลึกที่เติบโตแบบเกลียวที่บิดไปทางซ้ายหรือขวา)
การเพิ่มคุณค่า (Enhancement)
ดูการปรับปรุงคุณภาพ.
ตำหนิภายในที่เกิดภายหลังพลอย (Epigenetic inclusions)
 
 
ตำหนิภายในที่เกิดหลังจากพลอยนั้นเกิดขึ้นแล้ว เช่น รอยแตกต่างๆ หรือตำหนิที่เป็นแร่อันเกิดจากการแยกตัวของของแข็งจากสารละลายของแข็ง เช่นแร่รูทิลที่เป็นตำหนิเส้นไหมในแร่คอรันดัม แต่ไม่รวมถึงการใส่น้ำมันหรือออพติคอนให้แทรกไปตามรอยแตก เช่นในมรกตและเพชร เป็นต้น
ตำหนิเอ็กโซลูชั่น (xsolution inclusions) ดูเอ็กโซลว์
เอ็กโซลว์ (Exsolved)
 
ตำหนิภายในที่เกิดจากการแยกตัวของของแข็งจากสารละลายของแข็งบางคู่ของแร่ที่อยู่รวมกันเป็นสารละลายของแข็งเมื่ออุณหภูมิสูงแต่ไม่เสถียรที่อุณหภูมิต่ำ เมื่ออุณหภูมิ ลดลงอย่างช้าๆ แร่หนึ่งจะถูกดันออกมาเมื่อโครงสร้างของแร่หลักหดตัวอันเป็นกระบวนการของแร่ที่พยายามกำจัดสิ่งที่เป็นมลทินให้หลุดออก.
ที่มืด (Extinction)
 
เป็นการลอดออกของแสงที่ด้านหลังพลอยแทนที่จะกลับคืนเข้าสู่ตา ทำให้พลอยดูมืดและขาดประกาย เกิดจากการเจียระไนพลอยลึกเกินไป .
ชื่อเหลี่ยม (Facet names)
 
 
พลอยที่เจียระไนแบบเหลี่ยม มีส่วนบนเรียกว่า คราว์น (บริเวณที่อยู่หนือเกอร์เดิลขึ้นไปเทเบิลหรือเหลี่ยมหน้ากระดาน (เหลี่ยมที่อยู่ตรงกลางของคราว์น) เกอร์เดิลหรือเส้นคาดขอบพลอย (เส้นรอบรูปที่กว้างที่สุดของพลอย) พาวิลเลี่ยน (ส่วนล่างของพลอยที่อยู่ถัดจากเกอร์เดิลลงมา) คิวเล็ทหรือก้นพลอย (เหลี่ยมขนาดเล็กที่สุดอยู่ด้านล่างของพาวิลเลี่ยน) ขนาดของเหลี่ยมต่างๆ จะขึ้นอยู่กับรูปแบบการเจียระไน เช่นการเจียระไนแบบขั้นบันไดเหลี่ยมคิวเล็ทจะเป็นเส้นแทนที่จะเป็นจุด .
รอยแยกแนวเรียบแบบปลอม (False cleavage)
 
ดูที่พาร์ททิง .
แพขนนก (Feather inclusion)
 
 
เป็นตำหนิรอยแตกภายในที่มีลักษณะม่านพริ้วบางๆ คล้ายขนนก.
เส้นใย (Fibrous)
 
ใช้เรียกผลึกที่มีรูปร่างแบบเส้นใยเช่น แอสเบสทอส เนฟไฟรท์ เป็นต้น.
ตำหนิรอยนิ้วมือ (Fingerprint inclusions)
 
 
 
ตำหนิของเหลวในพลอยคอรันดัมจะเห็นเหมือนรอยนิ้วมือหรือขนนก (Fingerprint or Feather) ตำหนินี้เป็นรอยแตกที่สมานแล้ว ซึ่งภายในมีหยดของเหลวเล็กๆ ในพลอยคอรันดัมธรรมชาติ มักแป็นระนาบ ไม่เด่นและโปร่งใส
ความเรียบร้อย (Finish)
 
 
เป็นลักษณะที่แสดงถึงคุณภาพของการเจียระไน และประเมินจากความเงางาม ความสม่ำเสมอและความเรียบร้อยของเหลี่ยมเจียระไน.
การเรืองแสง (Fluorescence) เมื่อพลอยถูกกระตุ้นด้วยพลังงานจากการฉายรังสีที่มีพลังงานมากพอที่จะทำให้พลอยมีการเรืองแสงออกมาได้ แสงอุลตราไวโอเลท (Ultraviolet) เป็นรังสีปกติที่ใช้ในการกระตุ้นพลังงานสำหรับการเรืองแสง .
รอยแตก (Fracture)
 
ผลึกมีความเปราะและอาจเกิดการแตกได้เนื่องจากความเค้น หรือการกระแทก และเป็นการแตกออกของพลอยโดยไม่มีทิศทางที่แน่นอน
อัญมณี (Gem)
 
สิ่งมีค่าที่นำมาใช้ทำเครื่องประดับโดยผ่านการเจียระไนและชักเงา (ยกเว้นไข่มุก) มีคุณสมบัติคือความสวยงาม คงทน และหายาก
แก้ว (Glass) วัตถุที่เกิดจากการนำแร่ธาตุไปหลอมเหลวและทำให้เย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการก่อตัวแบบไม่มีรูปร่างที่แน่นอนขึ้น (Amorphous) โดยมีทั้งแก้วที่มนุษย์ทำขึ้นหรือแก้วที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่นออบซิเดียน (Obsidian) หรือแก้วภูเขาไฟ เป็นต้น
หินแกรนิต (Granite) หินแกรนิตมีสีจาง องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นเฟลด์สปาร์ ควอทซ์และไมกา
แถบร่องรอยการเจริญเติบโต (Growth banding)
 
 
เส้นตรงที่มีลักษณะเป็นแถบสีเข้มและอ่อนอยู่บริเวณเหลี่ยมมุมซึ่งเกิดขึ้นตามรูปแบบโครงสร้างของผลึกแร่
แฮบบิท (Habit)
 
รูปร่างทั่วไปของผลึก รูปทรงและลักษณะของผิวหน้าผลึก.
รอยแตกแบบขรุขระ (Hackly or Uneven)
 
รอยแตกแบบไม่สม่ำเสมอมีลักษณะคล้ายๆ รอยแตกที่ขอบปากหม้อ อาจพบได้ในพลอยเกือบทุกชนิด เช่นลาปิส ลาซูลี
ตำหนิฮาโล (Halo inclusion)
 
เป็นตำหนิผลึกล้อมรอบด้วยรอยแตก ซึ่งดูคล้ายปีก 2 ข้างของแมลงที่แผ่ออกมาจากผลึก มักเป็นผลึกเซอร์คอน.
ความแข็ง (Hardness)
 
แรงต้านทานต่อการถูกขูดขีดให้เป็นรอย ดูได้จากตารางความแข็งของโมห์ส.
รอยแตกที่สมาน (Healing cracks) รอยแตกที่สมานแล้ว (รอยแตกหรือรอยแยกแนวเรียบ) ซึ่งมีของเหลวอยู่ภายใน มักพบของไหลขังอยู่ในช่องว่างหรือโพรงซึ่งทำให้เกิดตำหนิขนนกหรือรอยนิ้วมือ (บางครั้งเกิดคราบสนิม)
ฮิว (Hue)
 
ใช้เรียกชื่อของสี ได้แก่ สีบริสุทธิ์ของสีแดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน ม่วงและการแปรผันของสีเหล่านี้ รวมทั้งสีม่วงแกมแดง (ระหว่างสีแดงและสีม่วงบนวงล้อสี) ซึ่งไม่พบในสเปคตรัมของแสงอาทิตย์.
การชั่งแบบไฮโดรสแตติค (Hydrostatic weighing)
 
ใช้หลักการของไฮโดรสแตติค โดยเมื่อนำสสารชั่งในน้ำ จะพบว่าน้ำหนักที่หายไปของสสารนั้นจะเท่ากับน้ำหนักของน้ำที่ถูกแทนที่โดยสสารนั้น
ไฮโดรเทอร์มอล (Hydrothermal)
 
ตามปกติในช่วงสุดท้ายของการแข็งตัวเป็นหินอัคนีจากหินหลอมเหลว ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำและสารระเหยอื่นๆ สายแร่แบบน้ำร้อนซึ่งมีสารละลายอยู่มากไหลเข้าไปในช่องว่างและรอยแยกของหินตะกอนและตกผลึกอยู่ภายในหินนั้น
อีดิโอโครแมติค (Idiochromatic)
พลอยที่มีธาตุทรานซิชันเป็นส่วนประกอบทางเคมีที่สำคัญ
อิมเมอร์ชัน เซล (Immersion cell)
 
 
ทฤษฎีของอิมเมอร์ชัน เซลล์ คือการเลือกใช้ของเหลวที่มีค่าดัชนีหักเหของแสงใกล้เคียงกับพลอย เพื่อให้การพิจารณาภายในพลอยง่ายขึ้น โดยของเหลวนั้นจะลบเหลี่ยมของพลอยที่ทำให้เกิดการสะท้อนแสง จึงเห็นตำหนิภายในที่ชัดเจนขึ้น.
ในแหล่งแรกเริ่ม (In situ) ในแหล่งที่เป็นต้นกำเนิดของวัตถุ
ตำหนิภายใน (Inclusion)span>
ใช้เรียกสิ่งที่อยู่ภายในพลอยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ ของแข็ง (Solids): อาจเป็นสารตกผลึก เช่นผลึกเซอร์คอนในแซฟไฟร์ หรืออสัณฐาน เช่น แก้วธรรมชาติในเพอริโด ช่องว่าง (Cavities): เกิดขณะที่พลอยกำลังตกผลึกหรือเจริญเติบโต (ตำหนิภายในแบบปฐมภูมิ) เกิดภายหลังจากพลอยสิ้นสุดการเติบโตแล้ว (ตำหนิแบบทุติยภูมิ) ช่องว่างของตำหนิภายในทั้งสองอาจมีของเหลวหรือก๊าซและ/หรือของแข็งอยู่รวมกันในช่องว่างนั้น กรณีที่มีของ 2 สถานะร่วมกัน เรียกว่า “ตำหนิ 2 สถานะ (Two-phase) และถ้ามีของ 3 สถานะอยู่ร่วมกัน เรียกว่า “ตำหนิ 3 สถานะ” (Three phase) ร่องรอยการเจริญเติบโต (Growth Phenomena): เช่นแถบสีและระนาบผลึกแฝด
อินฟราเรด (Infrared)
 
 
“ใต้แดง” เป็นรังสีที่มีคลื่นยาวกว่าแสงสีแดง (700 นาโนเมตร) ทำให้ผิวหนังรู้สึกร้อนเมื่อรังสีนี้สัมผัส .
การแทรกสอด (Interference)
 
เมื่อลำแสงสองลำแสงเดินทางในทิศทางเดียวกัน แต่ต่างวัฏภาคกันเกิดการเแทรกสอดซึ่งกันและกัน ทำให้ไม่มีแสงหรือเกิดเป็นสีตั้งแต่หนึ่งสีขึ้นไป
ภาพทางแสง (Interference figures)
 
 
ในกรณีของพลอยหักเหคู่ ถ้าพบภาพทางแสงก็สามารถบอกได้ว่าเป็นพลอยยูนิเอ็กเซิลหรือไบเอ็กเซิล.
ผลึกแฝดแบบแทรกซ้อน (Interpenetrant twins) ผลึกแฝดที่เกิดขึ้นโดยมีส่วนของแต่ละผลึกแทรกกันและกันอยู่
อิริเดสเซนส์ (Iridescence)
 
ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการแทรกสอดของแสงที่แผ่นฟิลม์บางในพลอย ผลที่ได้จะพบสีสว่างสดใส เช่น Fire agate และ iris โดย Fire agate เป็นพลอยที่มีปรากฏการณ์มาก
การแทนที่แบบไอโซมอร์ฟัส (Isomorphous replacement )
 
 
การแทนที่ของธาตุในส่วนประกอบทางเคมีโดยธาตุชนิดหนึ่งเข้าแทนที่ ธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีวาเลนซีเท่ากัน ทำให้คุณสมบัติทางกายภาพเกิดการเปลี่ยนแปลง
ไอโซทรอปิก (Isotropic)
 
 
เนื่องจากความแตกต่างของพันธะและโครงสร้างของอะตอม พลอยต่างชนิดจึงมีผลต่อแสงแตกต่างกันไป ตามหลักการนี้ คำว่า ”ไอโซทรอปิก” หมายความว่ามีคุณสมบัติเหมือนกัน ในทิศทางที่ต่างกัน
ไข่มุกเลี้ยงเคชิ (Keshi cultured pearls)
 
 
ไข่มุกน้ำจืดซึ่งเกิดตามธรรมชาติในหอยมุกที่ถูกนำกลับลงในน้ำ ภายหลังจากมีการเก็บไข่มุกเลี้ยงแล้ว บางทีเรียกว่า “seedless pearls” ไข่มุกประเภทนี้ไม่สับสนกับไข่มุกน้ำเค็มที่มีขนาดเล็กมาก ที่เรียกว่า “seed pearl” ดูไข่มุกบีวา.
ไข่มุกน้ำเค็มเคชิ Keshi pearls (marine)
 
 
คนญี่ปุ่นเรียก seed pearls ว่า “Keshi” นอกจากนี้ยังใช้เรียกไข่มุกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติซึ่งมีขนาดเล็กมากๆ.
โคโนสโคป (Konoscope)
 
โพลาริสโคปชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วยเลนส์ซึ่งช่วยทำให้มองเห็นภาพทางแสงได้ง่ายขึ้น.
ตำหนิลาเมลาร์ (Lamellar inclusions)
 
 
 
เกิดจากผลึกแฝดแบบ polysynthetic twinning มีลักษณะเป็นแผ่นใสๆ ที่เรียงขนานกันหรืออาจตัดกัน (เช่น ในคอรันดัม)
ดินลูกรัง (Lateritic soils)
 
ดินที่ได้จากการผุพังของหินบาซอลต์ (หินเนื้อละเอียดสีเข้ม มีธาตุเหล็กและแมกนีเซียมมาก ผุพังได้ง่ายในประเทศเขตร้อน)
การเรืองแสง (Luminescence) เมื่อสสารได้รับพลังงานในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่มากเกินไป (แต่ยังต่ำกว่าระดับที่ทำให้เกิดการเผาไหม้) จะทำให้เกิดการเรืองแสงซึ่งเป็น ลักษณะเฉพาะของสสารนั้นการเรืองแสงแบ่งออกเป็น 5 ปรากฏการณ์ ได้แก่ เคมี-ลูมิเนสเซนส์ (Chemi-Luminescence): เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเคมี เช่นแสงจากตัวหิ่งห้อยและหนอนกระสือ เป็นต้น ทรีโบ-ลูมิเนสเซนส์ (Tribo-Luminescence): เกิดจากการกระทบหรือสีกันของวัตถุ เช่นแร่ไพไรท์กระทบกับวัตถุอื่นสามารถเกิดเป็นประกายไฟได้ เทอร์โม-ลูมิเนสเซนส์ (Thermo-Luminescence): เกิดจากการที่วัตถุได้รับความร้อนจากแสงอินฟราเรด โฟโตลูมิเนสเซนส์ (Photo-Luminescence): เกิดขึ้นเมื่อวัตถุนั้นๆ อยู่ภายใต้รังสีคลื่นสั้น เช่นรังสีอุลตราไวโอเล็ตและรังสีเอ็กซ์ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาดธาตุที่เป็นตัวกระตุ้น คาโถดลูมิเนสเซนส์ (Cathod-Luminescence): เกิดขึ้นโดยการกระตุ้นวัตถุด้วยอนุภาคอิเล็คตรอนไมโครสโคป และไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อพลอย
ความวาว (Luster) คุณภาพและปริมาณของแสงที่สามารถสะท้อนได้จากผิวของวัตถุโดยขึ้นอยู่กับค่าดัชนีหักเหของพลอยและคุณภาพของการขัดมันผิวพลอยด้วย
ไข่มุกมาเบ (Mabe (cultured) pearls) ไข่มุกเลี้ยงซึ่งเป็นแบบติดกับเปลือกหอย โดยมีการใช้ลูกปัดครึ่งซีกซึ่งอาจเป็นพลาสติกหรือหินสบู่ติดเข้ากับด้านในของเปลือกหอย เมื่อได้เวลาที่เหมาะสมในการเก็บไข่มุกจากตัวหอย ต้องตัดจากเปลือกหอยและนำมาทำความสะอาดโดยต้องแกะลูกปัดออก ต่อจากนั้นจะมีการใส่ขี้ผึ้งในช่องว่างหรือในบางครั้งอาจนำลูกปัดอีกอันมาใส่ด้วยก็ได้ และปิดด้านหลังด้วยเปลือกหอย.
แมกมา (Magma) หินหลอมเหลว .
ความยืดหยุ่น (Malleable)
 
ความสามารถของวัตถุต่อการยืด ขยาย ดึงเป็นเส้นหรือตีแผ่นเป็นแผ่นได้.
พลอยที่มนุษย์ทำขึ้น (Man-made)
 
พลอยที่เกิดจากการสังเคราะห์ภายในห้องปฏิบัติการ เช่นพลอยสังเคราะห์(Synthetic) : เป็นสารอนินทรีย์ที่เกิดจากการสังเคราะห์ขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ โดยมีคุณสมบัติทางกายภาพ เคมีและโครงสร้างของอะตอมเหมือนกับพลอยธรรมชาติ หรือพลอยเทียม (Artificial): เป็นพลอยที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นโดยไม่มีพลอยธรรมชาติที่เป็นต้นแบบ.
เนื้อสมานแน่น (Massive)
 
แร่ที่มีโครงสร้างภายในของผลึกที่แน่นอน แต่ไม่มีรูปทรงเรขาคณิตภายนอก อาจประกอบด้วยผลึกตั้งแต่หนึ่งผลึก เช่น โรสควอทซ์ หรือมากกว่า เช่น กรอสซูลาร์การ์เนตที่มีเนื้อสมานแน่น (Massive Grossular Garnet).
ความวามแบบโลหะ (Mettalic)
 
ดู ความมันวาว
แร่เมตามิคท์ (Metamict)
 
เมื่อแร่มีส่วนประกอบของธาตุกัมมันตภาพรังสี เช่นยูเรเนียม (Uranium-U) หรือธอเรียม (Thorium-Th) จะมีผลต่อโครงสร้างทางผลึกมาก แร่ส่วนมากถ้ามียูเรเนียมหรือธอเรียมมากพอจะกลายเป็นแร่เมตามิคท์ (Metamict) แร่เมตามิคท์ คือแร่ที่โครงสร้างทางผลึกสลายลงด้วยการแผ่รังสีนิวเคลียร์ เช่น เพทายต่ำ (Low Zircon) การสลายตัวเกือบสมบูรณ์แล้ว
หินแปร (Metamorphic rocks)
 
หินแปรเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของหินที่มีอยู่แล้ว ถูกทับถมด้วยหินที่มีอายุอ่อนกว่า ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาขนานใหญ่ เช่นการเกิดของภูเขาต่างๆ เป็นต้น หรือมีหินหลอมเหลวมาอยู่ใกล้หินเหล่านั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความกดดันและอุณหภูมิ จึงทำให้แร่ที่เคยมีอยู่ในหินเดิมนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงให้มีเสถียรภาพมากขึ้น จึงเกิดเป็นแร่ชนิดใหม่ลักษณะของเนื้อหินก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม.
เมตริกกะรัต [Metric carat (ct)]
 
1 เมตริกกะรัต เท่ากับ เศษหนึ่งส่วนห้าของกรัม (0.20 กรัม หรือ 200 มิลลิกรัม) เมตริกกะรัตเป็นหน่วยวัดน้ำหนักของพลอยทุกชนิดรวมทั้งไข่มุกเลี้ยง น้ำหนักจะละเอียดถึงทศนิยมสองตำแหน่ง โดยหน่วยทศนิยมจะเรียกว่า “สตางค์” (point) ตัวอย่าง 1 เมตริกกะรัต เท่ากับ 100 สตางค์ ถ้าพลอย ½ กะรัตเท่ากับ 50 สตางค์.
กล้องจุลทรรศน์ (Microscope)
 
เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ประกอบด้วยชุดของเลนส์ที่ช่วยขยายภาพของวัตถุให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีประโยชน์ที่สำคัญในการศึกษาเกี่ยวกับตำหนิภายในพลอย ตรวจสอบพื้นผิวของอัญมณี ตรวจสอบพลอยปะ วิเคราะห์พลอยที่ผ่านกระบวนการดัดแปลงหรือพลอยสังเคราะห์ ค้นหาตำแหน่งที่ง่ายต่อการแตกหักเสียหาย และตรวจสอบเส้นคู่ (Doubling) เพื่อดูลักษณะทางแสง.
แร่ (Mineral)
 
สารอนินทรีย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีการเรียงตัวของอะตอมอย่างเป็นระเบียบ มีส่วนประกอบทางเคมีแน่นอน และมีคุณสมบัติทางกายภาพและทางแสงเฉพาะตัว.
แสงสีเดียว (Monochromatic light)
 
แสงที่มีความยาวคลื่นเพียงค่าเดียว เช่นแสงสีเหลืองมาตรฐานที่ใช้สำหรับเครื่องรีแฟรคโตมิเตอร์ เกิดจาก sodium vapor lamp มีความยาวคลื่น 589.3 n .
ตำหนิหลายสถานะ (Multiphase inclusions)
 
ตำหนิภายในที่มีของเหลวและแก๊ส และ / หรือผลึกอยู่ร่วมกัน .
เนเคอร์ (Nacre)
 
ชั้นในสุดของเปลือกหอยจะเรียบและเงามากติดกับ mantle จะเพิ่มความหนาขึ้นเรื่อยๆ ตลอดชีวิตสัตว์ และชั้นนี้มีความสำคัญทางการค้ามาก เรียกว่ามี nacreous layer หรือ mother-of-pearl เนเคอร์ประกอบด้วยแผ่นของคาลเซียมคาร์บอเนตในรูปของอราโกไนท์ (Aragonite) และคาลไซท์ (Calcite).
นาโมเมตร [Namometers (nm)]
 
หน่วยของมาตราวัดสำหรับความยางคลื่นของพลังงานรังสี 1 นาโมเมตร = 1 ส่วนล้าน ของมิลลิเมตร แสงขาวเป็นการรวมกันของสเปคตรัมสีทั้งหมดที่มองเห็นได้ เริ่มจากสีแดง 700 นาโนเมตร และสุดท้ายสีม่วงที 400 นาโนเมตร .
Native cut
 
แบบการเจียระไนพลอยที่มีการเก็บรักษาน้ำหนักไว้ได้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงความสวยงามหรือสมมาตร พลอยที่มีการเจียระไนแบบนี้มักจะต้องนำมาทำการเจียระไนใหม่.
ผลึกกลวง (Negative crystal)
 
เป็นช่องว่างที่ยังคงรูปร่างของผลึกอยู่ เกิดจากบริเวณบางส่วนของผลึกเติบโตเร็วกว่าบริเวณอื่น จึงทำให้เหลือเป็นช่องว่างหรืออาจเป็นเพราะผลึกเดิมถูกละลายไปหมดแล้ว (ผลึกกลวงมักจะดูสว่างกว่าตัวพลอยเมื่อใช้แสงแบบฉากมืด).
ตำหนิกลวง (Negative inclusion)
 
ตำหนิกลวงอาจมีแก๊สหรือของเหลวหรือตำหนิของแข็งเล็กๆ อยู่ภายใน(ดูผลึกกลวง).
การอ่านค่าไม่ได้ (Negative reading)
 
ถ้าพลอยที่ทดสอบด้วยเครื่องรีแฟรคโตมิเตอร์ มีค่าดัชนหักเหสูงกว่าค่าดัชนีหักเหของเครื่อง จะไม่ปรากฏขอบเงาให้เห็น .
แร่อสัณฐาน (Amorphous-Non-crystalline)
 
เป็นลักษณะของแร่อสัณฐาน มีโครงสร้างของอะตอมขาดการเรียง ตัวอย่างเป็นระเบียบไม่มีรูปทางทรงเรขาคณิตและมีคุณสมบัติทางกายภาพเหมือนกันตลอดทุกทิศทาง ได้แก่ โอปอล แก้วและสารอินทรีย์ .
แสงที่ไม่ใช่สีขาว (Non-white light)
 
เช่น แสงมีสี ใช้อธิบายเกี่ยวกับฮิว ความอิ่มตัวและโทนสี .
เส้นปกติ (Normal)
 
มุมที่เกี่ยวกับแสงต้องวัดจากเส้นปกติ ซึ่งเป็นเส้นสมมติที่ลากตั้งฉากกับพื้นผิววัตถุณ จุดที่แสงตกกระทบ .
แกนแสง (Optic axis)
 
ทิศทางของการหักเหเดี่ยวในพลอยหักเหคู่.
ลักษณะทางแสง (Optic character)
 
เมื่อแสงเดินทางผ่านพลอยที่ไม่อยู่ในประเภทระบบ Isometric แสงจะแตกออกเป็น2 ลำแสง แต่ละลำแสงจะมีค่าดัชนีหักเหที่แตกต่างกันซึ่งจะเรียกว่า พลอยหักเหคู่ และแบ่งออกเป็นหักเหคู่แบบยูนิแอ็กเซิลกับไบแอ็กเซิล .
แท่งแก้วสำหรับหาภาพทางแสง (Optic figure sphere)
 
มองเห็นสีรุ้งแสดงว่ากำลังมองในทิศทางของแกนแสงหรือใกล้กับทิศทางของ แกนแสง (OA) และเมื่อนำแท่งแก้วมาแตะพลอยบริเวณที่มีสีรุ้งนี้จะทำให้เห็นภาพทางแสงได้ในพลอย Uniaxial และ Biaxial (Anisotropic).
Opticnature
 
ดูลักษณะทางแสง .
เครื่องหมายอ๊อบติก (Optic sign)
 
ในผลึกยูนิเอ็กเซิล ถ้า O-Ray เดินทางเร็วกว่า (ซึ่งหมายถึง R.I. ต่ำกว่า) E-Ray ผลึกนั้นเป็นผลึกยูนิเอ็กเซิลบวก (Positive+) แต่ถ้า E-Ray เดินทางเร็วกว่า (มีค่า R.I. ต่ำกว่า) O-Ray ผลึกนั้นจะเป็นผลึกยูนิเอ็กเซิลลบ (Negative –).
ความหนาแน่นทางแสง (Optical density)
 
เป็นคุณสมบัติที่ซับซ้อนของวัตถุ ซึ่งสามารถพิสูจน์ด้วยความเร็วของแสงที่ลดลง(ดูหัวข้อการหักเหของแสง).
สารอินทรีย์ Organic products
 
สิ่งที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต .
การเล่นสีของไข่มุก Orient(of pearl)
 
เป็นการแสดงสเปคตรัมสีบนพื้นผิวของ nacreous object เหมือนกับ ในไข่มุกหรือ หอยมุก เกิดจากการเกิดลักษณะของการเล่นสี จากการแทรกสอดของแสงที่แผ่นฟิล์มบางร่วมกัน (หมายถึงชั้นของ nacreous) และการกระเจิงของแสงของปลายแผ่นวัตถุ.
ไข่มุกโอเรียนทอล Orient(of pearl)
 
ใช้เรียกมุกธรรมชาติน้ำเค็มในอ่าวเปอร์เซีย อย่างไรก็ตามในทางการค้าหมายถึงไข่มุกธรรมชาติน้ำเค็มจากทุกแหล่ง.
รอยแยกแนวเรียบ (Parting)
 
เป็นรอยแยกที่มีผิวเรียบ และเป็นเส้นตรงขนานกัน ซึ่งเกิดจาก “รีพีทิด ทวินนิ่ง” (Repeated Twinning) บางครั้งเรียกว่ารอยแยกแนวเรียบปลอม (False cleavage)เพราะดูคล้ายกับรอยแยกแนวเรียบแบบขั้นบันได (Cleavage) รอยแยกแนวเรียบ (Parting) จะเกิดขึ้นตามจำนวนของระนาบคู่ “รีพีทิด ทวินนิ่ง” อาจมีเพียงระนาบเดียวหรือหลายระนาบขนานกัน พลอยที่มีรอยแยกแบบนี้ เช่น คอรันดัม เป็นต้น.
หน่วยน้ำหนักของไข่มุกธรรมชาติ (Pearl grain)
 
หน่วยน้ำหนักมาตรฐานที่ใช้สำหรับไข่มุกธรรมชาติ
1 pearl grain = 0.05 gram / 0.25 carat
1carat = 4 grains.
ไข่มุก (Pearls)
 
เป็นผลผลิตของหอยนางรมไข่มุก (pearl oyster) อยู่ในกลุ่มของ Mollusc (shell-fish)ที่เป็นกาบคู่ (Bivalve) ชั้นนอกสุดของปลือกหอยประกอบด้วยสารอินทรีย์พวก conchiolin เป็นโปรตีนแบบเคราตินและแคลเซียมคาร์บอเนตในรูปของแร่อะราโกไนท์ ส่วนชั้นในสุดและติดกับ mantle เรียกว่า nacreous layer (mother-of-pearl necer).
Pearly
 
ดูความมันวาว
เพคมาไทต์ (Pegmatites)
 
หินอัคนีเนื้อหยาบมาก มักพบแร่อัญมณีหายาก เป็นผลึกขนาดใหญ่ เช่น แบเริล (Beryl) คริสโซแบเริล (Chrysoberyl) เฟลด์สปาร์ (Feldspar) ควอทซ์ (Quartz) และการ์เนตชนิดสเปสซาร์ทีน (Spessartine garnet).
ฟอสฟอเรสเซนส์(Phosphorescence)
 
การเรืองแสงที่คล้ายฟลูออเรสเซนส์ แต่ว่าพลอยยังคงเรืองแสงอยู่แม้จะนำแหล่งแสงที่กระตุ้นออกไปแล้วก็ตาม.
โฟโตลูมิเนสเซนส์ (Photoluminescence)
 
คำที่ใช้สำหรับฟลูออเรสเซนส์ และฟอสฟอเรสเซนส์ เป็นการเรืองแสงที่เกิดขึ้นเมื่อวัตถุนั้นๆ อยู่ภายใต้รังสีคลื่นสั้น เช่นรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตและรังสีเอ็กซเรย์ การเรืองแสงนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาดธาตุที่เป็นตัวกระตุ้น เช่นโครเมียม โคบอลท์ คอปเปอร์ นิเกิล แมงกานีส ไททาเนียม โมลิบดีนัม เงิน ทังสเตน และยูเรเนียม.
ปลายเข็ม (Pinpoints)
 
ลักษณะตำหนิที่เป็นเม็ดเล็กๆ เรียกว่า “ปลายเข็ม” มักจะมีให้เห็นได้เสมอๆ แต่ถ้าตำหนิเหล่านี้มีการรวมกันอยู่เป็นกระจุกใหญ่ๆ ในพลอย เรียกว่า “เมฆ” ซึ่งจะทำให้ความใสของพลอยด้อยลงไป.
Placer deposits
 
แหล่งท้องน้ำปนกับดินและทรายที่พบพลอยที่มีความหนาแน่นสูง ซึ่งพลอยตกไปอยู่ในก้นท้องน้ำและค้างอยู่ใต้สิ่งกีดขวางของชั้นหินในหลายๆ แห่งทั่วโลก แร่สะสมตัวในแหล่งลานนี้ จะต้องมีสภาพเฉื่อยต่อสารเคมี และมีลักษณะที่ต้านทานการสลายตัวทางกล และมีความถ่วงจำเพาะและความแข็งสูง.
ระนาบสมมาตร (Plane of symmetry)
 
ระนาบสมมติที่แบ่งรูปผลึกที่สมบูรณ์ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเปรียบเหมือนภาพเสมือนที่สะท้อนจากกระจกเงาของอีกส่วนหนึ่ง.
พลาสติก (Plastics)
 
วัตถุ สิ่งที่สามารถถูกขึ้นรูป เปลี่ยนรูปร่างและสร้างเป็นรูปร่างในสถานะของเหลวหรือสภาพใกล้เคียงของเหลว เช่นในการทำยางเทียมที่ใช้ความร้อนหรือความกดด้น เป็นผลิตภัณฑ์ทางเคมีสังเคราะห์และบางครั้งอาจนำมาทำการเลียนแบบพลอยได้.
การเล่นสี (Play of color)
 
ปรากฏการณ์ที่มีเฉพาะสำหรับพลอยโอปอลเท่านั้น เป็นการแสดงลักษณะของสเปคตรัมสีที่เปลี่ยนไปในทิศทางต่างๆ .
เพลียวโครอิซึม (Pleochroism)
 
(รากศัพท์หมายถึง “หลายสี”) เป็นคำที่ใช้เรียกลักษณะที่ผลึกของอัญมณีทำให้แสงที่ผ่านเข้าไปกระจายออกเป็นหลายสี อันเนื่องมาจากโครงสร้างของผลึก หากแสงที่ผ่านเข้าไปถูกแยกเป็นสองสี จะเรียกว่า Dichroism ถ้าแยกเป็นสามสี เรียกว่า Trichroism.
เครื่องโพลาริสโคป (Polariscope)
 
เป็นเครื่องมือที่ประกอบด้วยแผ่นโพลารอยด์ 2 แผ่น โดยแผ่นบนเรียกว่า “แอนนาไลเซอร์” (Analyzer) ซึ่งสามารถหมุนไปมาได้ ส่วนแผ่นล่าง เรียกว่า “ไพลาไรเซอร์” (Polarizer) จะยึดติดอยู่บนฐานของเครื่อง (หมุนไม่ได้) ซึ่งใช้ในการหาลักษณะทางแสงว่าพลอยเป็นหักเหเดี่ยวหรือหักเหคู่.
ปฏิกิริยาลักษณะทางแสง (Polariscope reactions)
 
พลอยหักเหเดี่ยว (Single Refractive): พลอยจะยังคงมืดตลอดขณะที่หมุนครบ 360  ถ้าพลอยมีความผิดปกติภายในหรือมีความตึงเครียด พลอยจะแสดงลักษณะการหักเหคู่ปลอม (Anormalous Double Refraction (ADR)) พลอยหักเหคู่ (Doubly Refractive (DR)): พลอยที่เป็นผลึกเดี่ยวจะกระพริบจากมืดไปสว่างและเมื่อหมุนพลอยครบ 360 องศา พลอยหักเหคู่จะกระพริบ 4 ครั้ง.
โพลีคริสตัลลีน (Polycrystalline)
 
แร่ที่ประกอบด้วยผลึกเล็กๆจำนวนมากซึ่งผลึกเหล่านี้มองเห็นได้ด้วยกล้องกำลังขยายและบางครั้งอาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า ตัวอย่างเช่นหยดเจดไดท์.
ระนาบแฝด (Polysynthetic twins)
 
ผลึกแฝดตั้งแต่ 3 ผลึกหรือมากกว่า ซึ่งมีระนาบแฝดซ้ำซ้อนหรือหลายระนาบขนานกันหมด บางทีเรียกว่า “lammelar Twin”.
พอทซ์โอปอล (Potch (common opal) )
 
เป็นโอปอลธรรมดาเกิดปะปนอยู่กับโอปอลมีค่า ไม่มีการเล่นสี
ตำหนิภายในที่มีอยู่ก่อนการเกิดพลอย (Protogenetic Inclusions)
 
ตำหนิภายในที่มีอยู่ก่อนการเกิดพลอย เช่นผลึกเล็กๆ กรณีที่เป็นผลึก อาจเป็นผลึกที่มีหน้าผลึกสมบูรณ์ หรือหน้าผลึกที่บางส่วนละลายไปแล้ว ทำให้เห็นเป็นรอยสึกกร่อนหรือเป็นก้อนมน อาจพบอยู่ตรงส่วนใดภายในพลอยก็ได้ และมักจะไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กับพลอยที่มีตำหนิภายในนั้นๆ.
ซูโดมอร์ฟ (Pseudomorph)
 
ผลึกมีโครงสร้างทางผลึกและส่วนประกอบทางเคมีของแร่ชนิดหนึ่ง แต่มีรูปร่างผลึกภายนอกเป็นของแร่อีกชนิดหนึ่ง เรียกแร่ประเภทนี้ว่า “รูปปลอม” (False Form) หรือ “ซูโดมอร์ฟ” (Pseudomorph) เช่นตาเสือ (Tiger’s Eye) ควอทซ์เข้าแทนที่แร่แอสเบสโทสสีฟ้าหรือโครซิโดไลท์ (Crocidolite) โดยที่ควอทซ์ยังคงโครงสร้างเดิมของเส้นใยอยู่.
การสะท้อนแสง (Reflection)
 
การสะท้อนกลับคืนจากพื้นผิว (ไม่ว่าจากภายในหรือภายนอก) ของแสงที่ตกกระทบบนพื้นผิววัตถุนั้น ดูได้ที่กฎการสะท้อนแสงของ Snell.
การหักเหของแสง (Refraction)
 
เป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเดินทางของแสงเมื่อแสงเดินทางผ่านตัวกลางที่มีความหนาแน่นของแสงไม่เท่ากัน (ยกเว้นเมื่อตกกระทบพื้นผิววัตถุที่ 90 องศา) โดยหากมีการเดินทางจากวัตถุที่มีความหนาแน่นน้อยกว่าไปมากกว่า (เช่นจากอากาศสู่พลอย) แสงจะหักเหเข้าหาเส้นปกติ ในทางตรงกันข้ามหากแสงเดินทางผ่านวัตถุที่มีความหนาแน่นมากกว่าไปน้อยกว่า แสงจะหักเหออกจากเส้นปกติ.
ค่าดัชนีหักเหของตัวกลาง [Refractive index (R.I)]
 
การวัดความหนาแน่นทางแสงของตัวกลาง คืออัตราส่วนระหว่างความเร็วของแสงใน อากาศต่อความเร็วของแสงในตัวกลางนั้น (ใช้อากาศหรือสูญญากาศเป็นตัวเทียบมาตรฐาน ดังนั้นค่าดัชนีหักเหของอากาศ คือ 1.00).
กระบวนการแปรแบบแผ่กว้าง (Regional metamorphic)
 
กระบวนการแปรเกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้างขวาง และมีผลต่อมวลหินปริมาณมาก ในขณะมีการสร้างเทือกเขาให้สูงขึ้นมาพร้อมๆ กับการเกิดการคดโค้งและการกดบีบของมวลหินในบริเวณอันกว้างขวาง กระบวนการนี้เกิดในช่วงอุณหภูมิ 200-700 องศา.
ความหนาแน่น (Relative density)
 
คลื่นแสงสว่างส่วนที่ไม่ถูกวัตถุดูดกลืนไป คลื่นแสง (หรือสี) ส่วนที่เหลือนี้จะวิ่งมาเข้าตาเรา ทำให้เรามองเห็นวัตถุเป็นสีต่างๆ ได้.
Resinous
 
ดูความมันวาว.
หิน (Rock)
 
กลุ่มของแร่ที่อยู่ร่วมกันโดยอาจจะเติบโตมาด้วยกัน หรือถูกประสานให้อยู่ติดกันด้วยกระบวนการทางเคมีหรือด้วยความร้อนหรือแรงกดดัน.
ความอิ่มตัว (Saturation)
 
คุณภาพหรือความเข้มข้นของสีที่เรามองเห็นได้จากประกายของอัญมณีชนิดโปร่งใสที่เจียระไนเป็นเหลี่ยม.
Schiller
 
ดู sheen.
ความระยิบระยับ (Scintillation or sparkle)
 
เป็นแสงวาบหรือความระยิบระยับของแสงที่เห็นในพลอย โดยมีการเคลื่อนที่ของผู้สังเกต หรือแหล่งแสง Sparkle สามารถตรวจสอบได้จากจำนวนเหลี่ยมการเจียระไนและคุณภาพของการชักเงา.
การเฉือนได้ (Sectile)
 
ความสามารถของวัตถุต่อการเฉือนออกเป็นแผ่นด้วยมีดได้.
หินชั้นและหินตะกอน (Sedimentary rocks)
 
หินชั้นหรือหินตะกอนประกอบด้วยเศษชิ้นของหินที่ได้จากการแตกหักด้วยกระบวน การทางกายภาพหรือกระบวนการทางเคมีของหินที่มีอยู่ก่อนแล้ว เศษชิ้นนั้นสะสมกันอยู่เป็นชั้นๆ เมื่อถูกฝังให้อยู่ลึกลงไป จะมีสารต่างๆ มาเชื่อมประสานทำให้ติดกันแน่น.
ไข่มุกน้ำจืด (Seed pearl)
 
ไข่มุกเกิดจากการเลี้ยงแบบ Non-nucleus ในหอยน้ำจืด (mussel) ไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้ใส่อะไรลงไปเลย แต่ใส่เฉพาะ mantle เพราะว่าส่วนมาก mussel ไม่ยอมรับ nucleus ที่เป็นเปลือกหอย ไข่มุกที่ได้มีขนาดเล็กมาก น้ำหนักน้อยกว่า ¼ grain / ประมาณ 2 มิลลิเมตร มีความวาวดีมาก รูปร่างบูดเบี้ยว (barogue) ภายในกลวงไม่มี bead ข้างใน บางทีเรียกว่า Keshi pearls.
การเลือกดูดกลืนคลื่นแสง (Selective absorption)
 
เมื่อแสงเดินทางผ่านวัตถุหรือพลอย คลื่นแสงบางช่วงอาจถูกดูดกลืนในขณะที่คลื่นแสงอื่นสามารถผ่านไปได้โดยไม่ถูกดูดกลืน ซึ่งเป็นวิธีทำให้สามารถมองเห็นสีของพลอยได้ ในขณะที่พลอยที่ใสไม่มีสีนั้นไม่มีการดูดกลืนแสง เครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบการดูดกลืนเรียกว่า Spectroscope.
การส่องแสง [Sheen(or schiller)]
 
การส่องแสงหรือการแพร่เกิดจากการสะท้อนแสงของตำหนิภายในหรือสิ่งที่อยู่ในพลอย อาจถูกประยุกต์ใช้กับการสะท้อนแสงของ Chatoyancy, Asterism, Adularescence, Aventurescence และ Opalescence ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับพลอย เกิดจากการแทรกสอดของแสง เช่น Irridescence และ Labradorescence.
ตำหนิเส้นไหม [Silk (inclusion)]
 
ตำหนิของแข็งที่มีลักษณะเป็นเส้นเข็มตัดกัน (ส่วนมากเป็นแร่รูทิล).
หักเหเดี่ยว (Single refractive)
 
แร่ซึ่งแสดงคุณสมบัติทางแสงเหมือนกันในทุกทิศทาง เช่นพลอยระบบคิวบิค.
กฎการสะท้อนแสงของสเนล (Snell’s Laws of reflection)
 
: มุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน.
กฎการสะท้อนแสงของสเนล (Snell’s Laws of reflection)
 
มุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน ลำแสงตกกระทบ ลำแสงสะท้อนและเส้นปกติ (ที่จุดตกกระทบ) จะอยู่ ระนาบเดียวกัน.
กฎการหักเหของ Snell (Snell’s Laws of refraction)
 
เมื่อลำแสงผ่านจากตัวกลางหนึ่งไปสู่ตัวกลางอีกชนิดหนึ่ง อัตราส่วนระหว่างไซน์ของมมตกกระทบและไซน์ของมุมที่หักเหมีค่าคงที่เสมอลำแสงตกกระทบ ลำแสงหักเหและเส้นปกติ (ที่จุดตกกระทบ) อยู่ในระนาบเดียวกัน อัตราส่วนที่คงที่ระหว่างมุมตกกระทบและมุมหักเหของตัวกลาง 2 ชนิด ที่แตกต่างกัน ตามกฎของ Snell ถ้าใช้อากาศเป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบแล้ว อัตราส่วนนี้จะมีค่าเท่ากับค่าดัชนีหักเห (R.I.) ของตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากกว่า .
ไข่มุกเซาท์ซี (South Sea pearls)
 
ไข่มุกเลี้ยงขนาดใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 หรืออาจถึง 16 มิลลิเมตร ได้จากหอยมุกนางรมฝาสีเงิน ได้ชื่อเซาท์ซีเพราะแรกเริ่มเลี้ยงในไมโครนีเชียและอินโดนีเซียโดยชาวญี่ปุ่น ในปัจจุบันนี้ไข่มุกประเภทนี้ส่วนมากเลี้ยงในออสเตรเลียและพม่า ส่วนอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินีและประเทศไทยเป็นแหล่งรองลงมา ทุกวันนี้หอยมุกนางรมมีจำนวนจำกัดจึงทำให้มีราคาสูง.
ค่าความถ่วงจำเพาะ (Specific gravity(S.G))
 
อัตราส่วนระหว่างน้ำหนักของสสารต่อน้ำหนักของน้ำในปริมาตรที่เท่ากันที่ 4 องศาเซลเซียส.
เครื่องสเปคโตรสโคป (Spectroscope)
 
เป็นเครื่องสเปคโตรสโคปแบบให้แสงหักเหกระจายโดยผ่านช่องเรียกว่า Diffraction Grating Spectroscope เมื่อแสงสีขาวผ่านพลอย พลอยจะดูดกลืนและส่องผ่านหรือสะท้อนแสงบางส่วนกลับมา แสงที่พลอยส่งผ่านหรือสะท้อนกลับที่ผ่านเข้าสู่เครื่อง เลนส์นูนของเครื่องจะจัดแสงให้เป็นลำขนานกันก่อนที่จะตกกระทบแก้วปริซึมและเกิดการหักเหและแตกออกเป็นสีรุ้ง เมื่อมองผ่านเครื่องจะเห็นสีรุ้งตั้งแต่ม่วงถึงแดง และมีเส้นดำหรือแถบสีดำเกิดขึ้นแล้วแต่พลอยแต่ละชนิดบนสีรุ้ง.
รอยแตกแบบเสี้ยนไม้ (Splintery)
 
รอยแตกคล้ายกับลักษณะไม้ที่แตกออกเป็นเส้นๆ พบในงาช้าง และฮีมาไทต์.
สมมาตร (Symmetry)
 
ความสมดุลของทรงเจียระไน.
ตำหนิภายในที่เกิดในเวลาเดียวกันกับพลอย (Syngeneticinclusions)
 
ตำหนิภายในที่เกิดพร้อมๆ กับพลอย เช่นผลึกแร่ต่างๆ ของเหลวในช่องว่าง และรอยแตกที่สมานแล้ว ตำหนิของเหลวซึ่งในเวลาต่อมาอาจทำให้เกิดฟองอากาศ และผลึกเล็กรวมอยู่ด้วยกัน ร่องรอยการเจิรญเติบโต เช่นแถบสีและระนาบผลึกแฝด บ่อยครั้งที่ตำหนิภายในที่เกิดในเวลาเดียวกันกับพลอยนั้น ดำเนินไปตามลักษณะโครงสร้างของผลึกร่วมกัน.
พลอยสังเคราะห์ (Synthetic gemstones)
 
พลอยที่มนุษย์ทำขึ้น โดยที่เลียนแบบพลอยธรรมชาติทั้งลักษณะภายนอกโครงสร้างของอะตอม ส่วนประกอบทางเคมี คุณสมบัติทางแสงและกายภาพ ตัวอย่างเช่นมรกตสังเคราะห์ คอรันดัมสังเคราะห์ เป็นต้น
ความเหนียว (Tenacity)
 
ความต้านทานของพลอยต่อการแตกหรือความเค้นเกี่ยวกับแรงดึง ซึ่งกระทำต่อสารวัตถุเมื่อทำให้มันแตกออกหรือขาดออก บางทีเรียกว่า Toughness ความเหนียวนี้มีส่วนสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโครงสร้างผลึก.
แผ่นฟิล์มบางๆ (Thin films)
 
ตำหนิแบบหนึ่งที่พบบ่อยในทับทิมไทย มีรูปร่างสามเหลี่ยมหรือหกเหลี่ยมเกิดขึ้นรอบ โพรงขนาดเล็กๆ ในผลึกทับทิม ถ้าส่องดูด้วยแสงสะท้อนก็จะเห็นแผ่นฟิล์มบางๆ นี้มีสีแพรวพราวเหมือนกับสีบนผิวของฟองสบู่.
ตำหนิ 3 สถานะ (Three phase inclusion)
 
ตำหนิภายในที่มีทั้งของแข็ง ของเหลวและก๊าซอยู่ร่วมกัน .
โทน (Tone)
 
ความสว่างหรือความมืดที่สังเกตเห็น ประกอบด้วยสว่างมาก (Very light) สว่าง (light) ปานกลาง (Medium) มืด (Dark) มืดมาก (Very dark).
การสะท้อนกลับภายในทั้งหมด (Total internal reflection)
 
ลำแสงใดก็ตามที่ทำมุมตกกระทบใหญ่กว่ามุมวิกฤต ลำแสงนั้นจะไม่หักเหเข้าไปใน ตัวกลางอีกตัวหนึ่งซึ่งมีความหนาแน่นน้อยกว่า แต่จะเกิดการสะท้อนกลับไปสู่ตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากกว่า.
Toughness
 
ดูความเหนียว (tenacity).
ธาตุทรานซิชัน (Transition elements)
 
ธาตุกลุ่มพิเศษที่ทำให้เกิดการเลือกดูดกลืน และการเลือกผ่านของแสงขาวในพลอย อีดิโอโครแมติค (Idiochromatic) และอัลโลโครแมติค (Allochromatic) มีธาตุทรานซิชันหลัก 8 ธาตุที่เป็นสาเหตุของการเกิดสีในพลอย ได้แก่ ไททาเนียม วานาเดียม โครเมียม แมงกานีส เหล็ก โคบอลท์ นิเกิลและทองแดง.
ผ่านแสง (Transmit)
 
การผ่านของแสงจากตัวกลางหนึ่งไปสู่ตัวกลางอื่น.
การผ่านแสง (Transparency)
 
ความสามารถของพลอยในการยอมให้แสงผ่าน คุณสมบัตินี้ขึ้นอยู่กับจำนวนของแสงซึ่งสะท้อนจากผิวหรือถูกดูดกลืนหรือเกิดการกระจัดกระจายขณะที่แสงผ่านพลอย คำที่ใช้อธิบายความสามารถของพลอยในการยอมให้แสงผ่าน ได้แก่ โปร่งใส (TP: Transparent):วัตถุจะสะท้อนและดูดกลืนแสงในปริมาณน้อย ยอมให้แสงส่วนใหญ่ผ่านทะลุไปได้ เมื่อมองผ่านพลอยจะเห็นวัตถุที่อยู่ด้านหลังพลอยได้ชัดเจน พลอยกึ่งโปร่งใส (STP: Semi-Transparent) แสงผ่านพลอยได้ แต่เห็นวัตถุไม่ค่อยชัดเจน โปร่งแสง (TL: Translucent) แสงสามารถผ่านพลอยได้ แต่สามารถเห็นเพียงเค้าโครงของวัตถุที่อยู่ด้านหลังพลอย กึ่งโปรงแสง (STL: Semi-Translucent) มีเพียงแสงบางส่วนสามารถผ่านพลอยไปได้ที่บริเวณขอบพลอยเท่านั้น ทึบแสง (OP-Opaque) แสงไม่สามารถผ่านพลอยได้เลย แม้แต่บริเวณขอบบางๆ ของพลอย.
ตำหนิทรีเอเคิลหรือคลื่นร้อน (Treacle or Heat wave inclusion)
 
ตำหนิคล้ายน้ำเชื่อมหรือเส้นสะบัดของสี
ผลีกแฝด (Twin crystal)
 
ผลึกที่ประกอบด้วย 2 ส่วนที่เหมือนกันของสองผลึกหรือมากกว่าซึ่งมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และเติบโตอยู่ด้วยกันในลักษณะที่เป็นสมมาตรกัน.
ตำหนิ 2 สถานะ (Two phase inclusion)
 
ตำหนิภายในที่มีเพียงของเหลวอยู่ร่วมกันกับก๊าซหรือผลึก.
อุลตร้าไวโอเล็ต (Ultraviolet(UV))
 
“เหนือสีม่วง” โดยมีช่วงความยางคลื่นที่ต่ำกว่า 400 นาโนเมตรของแสงสีม่วง.
“เหนือสีม่วง” โดยมีช่วงความยางคลื่นที่ต่ำกว่า 400 นาโนเมตรของแสงสีม่วง
 
พลอยในระบบผลึกเฮกเซ็กโกนอล ไทรโกนอล และเททราโกนอล มีทิศทางของแกนแสง 1 ทิศทาง (ทิศทางของการหักเหเดี่ยว) เราเรียกว่า “พลอยยูนิเอ็กเซิล” (ในพลอยยูนิเอ็กเซิล ทิศทางของแกนแสงจะขนานกับแกน ‘C’ ซึ่งเป็นแกนแนวดิ่ง
หน่วยเซลล์ (Unit cell)
 
ส่วนที่เล็กที่สุดของผลึกที่ยังคงคุณสมบัติและลักษณะของผลึกนั้นอยู่ กล่าวคือหน่วยเซลล์คือกล่มของอะตอมที่เล็กที่สุดซึ่งยังคงคุณสมบัติทางกายภาพ และทางเคมีเหมือนผลึกเดิมทุกประการ การรวมตัวของหน่วยเซลล์จะเป็นตัวกำหนดลักษณะภายนอกของผลึกนั้น.
Veil inclusion
 
ดูตำหนิขนนก.
คลื่นแสงที่มองเห็นได้ (Visible light)
 
รูปแบบของพลังงานรังสีที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ มีความยาวคลื่นระหว่าง 400และ 700 นาโนเมตร
Vitreous
 
ดูความมันวาว.
ความยาวคลื่น (Wavelength)
 
ความยาวคลื่นหมายถึงระยะทางระหว่างจุดยอดคลื่น 2 จุดที่ตามกันมา.
ความวาวคล้ายแวกซ์ (Waxy)
 
มีลักษณะเป็นพื้นผิวเงาแบบเทียนไข
แสงขาว (White light or mixed light)
 
เป็นแสงผสมที่เกิดจากการรวมกันของแสงในหลายๆ ช่วงความยาวเป็นสเปคตรัมคลื่นของแสงที่สามารถมองเห็นได้ (สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงินและสีม่วง) สีของแสงขึ้นอยู่กับความยาวคลื่น คลื่นสีแดงมีความยาวคลื่นที่ยาวที่สุด (700.4 นาโนเมตร) และลดลงเป็นลำดับตามความยาวคลื่นจนถึงสีม่วงซึ่งมีความยาวคลื่นสั้นที่สุด (400 นาโนเมตร ประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวคลื่นของสีแดง).
หน้าต่าง (Window)
 
เป็นบริเวณโปร่งใสที่มีความสดของสีต่ำ เกิดจากการรั่วออกของแสงที่ด้านล่างของพลอย หากมีปริมาณของหน้าต่างมากจะทำให้ประกายน้อยลง.
เซอร์คอนฮาโล (Zircon halo)
 
ดูตำหนิฮาโล.
โซนอล สไทร์ (Zonal striae)
 
ดูแถบสี.

หลักสูตร AIGS